วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไฟร์วอลล์

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไฟร์วอลล์

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อสื่อสาร ธุรกิจ การศึกษา หรือว่าเพื่อความบันเทิง องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างก็นำเอาเน็ตเวิร์กของตนเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะได้รับประโยชน์เหล่านี้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าการนำเอาเน็ตเวิร์กไปเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้ใครก็ได้บนอินเตอร์เน็ตสามารถเข้ามายังเน็ตเวิร์กนั้นๆ ได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือความปลอดภัยของระบบเน็ตเวิร์ก เช่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ และ ขโมยข้อมูล เป็นต้น
จากปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องมีวิธีการในการรักษาความปลอดภัย สิ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ก็คือ ไฟร์วอลล์ โดยไฟร์วอลล์นั้นจะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆ จากภายนอกที่จะเข้ามายังเน็ตเวิร์กของเรา
รู้จักกับไฟร์วอลล์
ในความหมายทางด้านการก่อสร้างแล้ว ไฟร์วอลล์ จะหมายถึง กำแพงที่เอาไว้ป้องกันไฟไม่ให้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ส่วนทางด้านคอมพิวเตอร์นั้นก็จะมีความหมายคล้ายๆ กันก็คือ เป็นระบบที่เอาไว้ป้องกันอันตรายจากอินเตอร์เน็ตหรือเน็ตเวิร์กภายนอกนั่นเอง
ไฟร์วอลล์ เป็นคอมโพเน็นต์หรือกลุ่มของคอมโพเน็นต์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเน็ตเวิร์กภายนอกหรือเน็ตเวิร์กที่เราคิดว่าไม่ปลอดภัย กับเน็ตเวิร์กภายในหรือเน็ตเวิร์กที่เราต้องการจะป้องกัน โดยที่คอมโพเน็นต์นั้นอาจจะเป็นเราเตอร์ คอมพิวเตอร์ หรือเน็ตเวิร์ก ประกอบกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการหรือ Firewall Architecture ที่ใช้


การควบคุมการเข้าถึงของไฟร์วอลล์นั้น สามารถทำได้ในหลายระดับและหลายรูปแบบขึ้นอยู่ชนิดหรือเทคโนโลยีของไฟร์วอลล์ที่นำมาใช้ เช่น เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้มีการเข้ามาใช้เซอร์วิสอะไรได้บ้าง จากที่ไหน เป็นต้น
สิ่งที่ไฟร์วอลล์ช่วยได้
ไฟร์วอลล์สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบได้โดย
  • บังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัย โดยการกำหนดกฎให้กับไฟร์วอลล์ว่าจะอนุญาตหรือไม่ให้ใช้เซอร์วิสชนิดใด
  • ทำให้การพิจารณาดูแลและการตัดสินใจด้านความปลอดภัยของระบบเป็นไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการติดต่อทุกชนิดกับเน็ตเวิร์กภายนอกจะต้องผ่านไฟร์วอลล์ การดูแลที่จุดนี้เป็นการดูแลความปลอดภัยในระดับของเน็ตเวิร์ก (Network-based Security)
  • บันทึกข้อมูล กิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านเข้าออกเน็ตเวิร์กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันเน็ตเวิร์กบางส่วนจากการเข้าถึงของเน็ตเวิร์กภายนอก เช่นถ้าหากเรามีบางส่วนที่ต้องการให้ภายนอกเข้ามาใช้เซอร์วิส (เช่นถ้ามีเว็บเซิร์ฟเวอร์) แต่ส่วนที่เหลือไม่ต้องการให้ภายนอกเข้ามากรณีเช่นนี้เราสามารถใช้ไฟร์วอลล์ช่วยได้
  • ไฟร์วอลล์บางชนิด [1] สามารถป้องกันไวรัสได้ โดยจะทำการตรวจไฟล์ที่โอนย้ายผ่านทางโปรโตคอล HTTP, FTP และ SMTP
อะไรที่ไฟร์วอลล์ช่วยไม่ได้
ถึงแม้ว่าไฟร์วอลล์จะสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเน็ตเวิร์กได้มากโดยการตรวจดูข้อมูลที่ผ่านเข้าออก แต่อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันได้จากการใช้ไฟร์วอลล์
  • อันตรายที่เกิดจากเน็ตเวิร์กภายใน ไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากอยู่ภายในเน็ตเวิร์กเอง ไม่ได้ผ่านไฟร์วอลล์เข้ามา
  • อันตรายจากภายนอกที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาทางไฟร์วอลล์ เช่นการ Dial-up เข้ามายังเน็ตเวิร์กภายในโดยตรงโดยไม่ได้ผ่านไฟร์วอลล์
  • อันตรายจากวิธีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทุกวันนี้มีการพบช่องโหว่ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เราไม่สามารถไว้ใจไฟร์วอลล์โดยการติดตั้งเพียงครั้งเดียวแล้วก็หวังให้มันปลอดภัยตลอดไป เราต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
  • ไวรัส ถึงแม้จะมีไฟร์วอลล์บางชนิดที่สามารถป้องกันไวรัสได้ แต่ก็ยังไม่มีไฟร์วอลล์ชนิดใดที่สามารถตรวจสอบไวรัสได้ในทุกๆ โปรโตคอล
ชนิดของไฟร์วอลล์
ชนิดของไฟร์วอลล์แบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจสอบและควบคุม แบ่งได้เป็น
  • Packet Filtering
  • Proxy Service
  • Stateful Inspection
Packet Filtering
Packet Filter คือเราเตอร์ที่ทำการหาเส้นทางและส่งต่อ (route) อย่างมีเงื่อนไข โดยจะพิจารณาจากข้อมูลส่วนที่อยู่ในเฮดเดอร์ (header) ของแพ็กเก็ตที่ผ่านเข้ามา เทียบกับกฎ (rules) ที่กำหนดไว้และตัดสินว่าควรจะทิ้ง (drop) แพ็กเก็ตนั้นไปหรือว่าจะยอม (accept) ให้แพ็กเก็ตนั้นผ่านไปได้


ในการพิจารณาเฮดเดอร์ Packet Filter จะตรวจสอบในระดับของอินเตอร์เน็ตเลเยอร์ (Internet Layer) และทรานสปอร์ตเลเยอร์ (Transport Layer) ในอินเตอร์เน็ตโมเดล ซึ่งในอินเตอร์เน็ตเลเยอร์จะมีแอตทริบิวต์ที่สำคัญต่อ Packet Filtering ดังนี้
  • ไอพีต้นทาง
  • ไอพีปลายทาง
  • ชนิดของโปรโตคอล (TCP UDP และ ICMP)
และในระดับของทรานสปอร์ตเลเยอร์ มีแอตทริบิวต์ที่สำคัญคือ
  • พอร์ตต้นทาง
  • พอร์ตปลายทาง
  • แฟล็ก (Flag ซึ่งจะมีเฉพาะในเฮดเดอร์ของแพ็กเก็ต TCP)
  • ชนิดของ ICMP message (ในแพ็กเก็ต ICMP)
ซึ่งพอร์ตของทรานสปอร์ตเลเยอร์ คือทั้ง TCP และ UDP นั้นจะเป็นสิ่งที่บอกถึงแอพพลิเคชันที่แพ็กเก็ตนั้นต้องการติดต่อด้วยเช่น พอร์ต 80 หมายถึง HTTP, พอร์ต 21 หมายถึง FTP เป็นต้น ดังนั้นเมื่อ Packet Filter พิจารณาเฮดเดอร์ จึงทำให้สามารถควบคุมแพ็กเก็ตที่มาจากที่ต่างๆ และมีลักษณะต่างๆ (ดูได้จากแฟล็กของแพ็กเก็ต หรือ ชนิดของ ICMP ในแพ็กเก็ต ICMP) ได้ เช่น ห้ามแพ็กเก็ตทุกชนิดจาก crack.cracker.net เข้ามายังเน็ตเวิร์ก 203.154.207.0/24 , ห้ามแพ็กเก็ตที่มีไอพีต้นทางอยู่ในเน็ตเวิร์ก 203.154.207.0/24 ผ่านเราเตอร์เข้ามา (ในกรณีนี้เพื่อเป็นการป้องกัน ip spoofing) เป็นต้น
Packet Filtering สามารถอิมพลีเมนต์ได้จาก 2 แพล็ตฟอร์ม คือ
  • เราเตอร์ที่มีความสามารถในการทำ Packet Filtering (ซึ่งมีในเราเตอร์ส่วนใหญ่อยู่แล้ว)
  • คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเราเตอร์
ซึ่งจะมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันดังนี้
ข้อดีข้อเสีย
เราเตอร์ประสิทธิภาพสูงมีจำนวนอินเตอร์เฟสมากเพิ่มเติมฟังก์ชันการทำงานได้ยาก, อาจต้องการหน่วยความจำมาก
คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเราเตอร์เพิ่มฟังก์ชันการทำงานได้ไม่จำกัดประสิทธิภาพปานกลาง,จำนวนอินเตอร์เฟสน้อย,อาจมีความเสี่ยงจากระบบปฏิบัติการที่ใช้
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียในการเลือกอุปกรณ์มาทำหน้าที่ Packet Filtering
ข้อดี-ข้อเสียของ Packet Filtering
ข้อดี
  • ไม่ขึ้นกับแอพพลิเคชัน
  • มีความเร็วสูง
  • รองรับการขยายตัวได้ดี
ข้อเสีย
  • บางโปรโตคอลไม่เหมาะสมกับการใช้ Packet Filtering เช่น FTP, ICQ
Proxy
Proxy หรือ Application Gateway เป็นแอพพลิเคชันโปรแกรมที่ทำงานอยู่บนไฟร์วอลล์ที่ตั้งอยู่ระหว่างเน็ตเวิร์ก 2 เน็ตเวิร์ก ทำหน้าที่เพิ่มความปลอดภัยของระบบเน็ตเวิร์กโดยการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างเน็ตเวิร์กภายในและภายนอก Proxy จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเนื่องจากมีการตรวจสอบข้อมูลถึงในระดับของแอพพลิเคชันเลเยอร์ (Application Layer)
เมื่อไคลเอนต์ต้องการใช้เซอร์วิสภายนอก ไคลเอนต์จะทำการติดต่อไปยัง Proxy ก่อน ไคลเอนต์จะเจรจา (negotiate) กับ Proxy เพื่อให้ Proxy ติดต่อไปยังเครื่องปลายทางให้ เมื่อ Proxy ติดต่อไปยังเครื่องปลายทางให้แล้วจะมีการเชื่อมต่อ (connection) 2 การเชื่อมต่อ คือ ไคลเอนต์กับ Proxy และ Proxy กับเครื่องปลายทาง โดยที่ Proxy จะทำหน้าที่รับข้อมูลและส่งต่อข้อมูลให้ใน 2 ทิศทาง ทั้งนี้ Proxy จะทำหน้าที่ในการตัดสินใจว่าจะให้มีการเชื่อมต่อกันหรือไม่ จะส่งต่อแพ็กเก็ตให้หรือไม่


ข้อดี-ข้อเสียของ Proxy
ข้อดี
  • มีความปลอดภัยสูง
  • รู้จักข้อมูลในระดับแอพพลิเคชัน
ข้อเสีย
  • ประสิทธิภาพต่ำ
  • แต่ละบริการมักจะต้องการโปรเซสของตนเอง
  • สามารถขยายตัวได้ยาก
Stateful Inspection Technology
โดยปกติแล้ว Packet Filtering แบบธรรมดา (ที่เป็น Stateless แบบที่มีอยู่ในเราเตอร์ทั่วไป) จะควบคุมการเข้าออกของแพ็กเก็ตโดยพิจารณาข้อมูลจากเฮดเดอร์ของแต่ละแพ็กเก็ต นำมาเทียบกับกฎที่มีอยู่ ซึ่งกฎที่มีอยู่ก็จะเป็นกฎที่สร้างจากข้อมูลส่วนที่อยู่ในเฮดเดอร์เท่านั้น ดังนั้น Packet Filtering แบบธรรมดาจึงไม่สามารถทราบได้ว่า แพ็กเก็ตนี้อยู่ส่วนใดของการเชื่อมต่อ เป็นแพ็กเก็ตที่เข้ามาติดต่อใหม่หรือเปล่า หรือว่าเป็นแพ็กเก็ตที่เป็นส่วนของการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น
Stateful Inspection เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้าไปใน Packet Filtering โดยในการพิจารณาว่าจะยอมให้แพ็กเก็ตผ่านไปนั้น แทนที่จะดูข้อมูลจากเฮดเดอร์เพียงอย่างเดียว Stateful Inspection จะนำเอาส่วนข้อมูลของแพ็กเก็ต (message content) และข้อมูลที่ได้จากแพ็กเก็ตก่อนหน้านี้ที่ได้ทำการบันทึกเอาไว้ นำมาพิจารณาด้วย จึงทำให้สามารถระบุได้ว่าแพ็กเก็ตใดเป็นแพ็กเก็ตที่ติดต่อเข้ามาใหม่ หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้ว
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางการค้าที่ใช้ Stateful Inspection Technology ได้แก่
  • Check Point Firewall-1
  • Cisco Secure Pix Firewall
  • SunScreen Secure Net
และส่วนที่เป็น open source แจกฟรี ได้แก่
  • NetFilter ใน Linux (iptables ในลีนุกซ์เคอร์เนล 2.3 เป็นต้นไป)

Firewall Architecture
ในส่วนของ Firewall Architecture นั้น จะพูดถึงการจัดวางไฟร์วอลล์คอมโพเน็นต์ในแบบต่างๆ เพื่อทำให้เกิดเป็นระบบไฟร์วอลล์ขึ้น
Single Box Architecture
Single Box Architecture เป็น Architecture แบบง่ายๆ ที่มีคอมโพเน็นต์ทำหน้าที่เป็นไฟร์วอลล์เพียงอันเดียวตั้งอยู่ระหว่างเน็ตเวิร์กภายในกับเน็ตเวิร์กภายนอก ข้อดีของวิธีนี้ก็คือการที่มีเพียงจุดเดียวที่หน้าที่ไฟร์วอลล์ทั้งหมด ควบคุมการเข้าออกของข้อมูล ทำให้ดูแลได้ง่าย เป็นจุดสนใจในการดูแลความปลอดภัยเน็ตเวิร์ก ในทางกลับกันข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ การที่มีเพียงจุดเดียวนี้ ทำให้มีความเสี่ยงสูง หากมีการคอนฟิกูเรชันผิดพลาดหรือมีช่องโหว่เพียงเล็กน้อย การผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจทำให้ระบบถูกเจาะได้


คอมโพเน็นต์ที่ใช้ใน Architecture นี้อาจเป็น Screening Router , Dual-Homed Host หรือ Multi-purposed Firewall Box ก็ได้
1) Screening Router
เราสามารถใช้เราเตอร์ทำ Packet Filtering ได้ วิธีนี้จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากส่วนใหญ่จะใช้เราเตอร์ต่อกับเน็ตเวิร์กภายนอกอยู่แล้ว แต่วิธีนี้อาจไม่ยืดหยุ่นมากนักในการคอนฟิกกูเรชัน
Architecture แบบนี้เหมาะสำหรับ
  • เน็ตเวิร์กที่มีการป้องกันความปลอดภัยในระดับของโฮสต์ (Host security) เป็นอย่างดีแล้ว
  • มีการใช้โปรโตคอลไม่มาก และโปรโตคอลที่ใช้ก็เป็นโปรโตคอลที่ไม่ซับซ้อน
  • ต้องการไฟร์วอลล์ที่มีความเร็วสูง
2) Dual-Homed Host
เราสามารถใช้ Dual-Homed Host ( คอมพิวเตอร์ที่มีเน็ตเวิร์กอินเตอร์เฟสอย่างน้อย 2 อัน) ใช้การบริการเป็น Proxy ให้กับเครื่องภายในเน็ตเวิร์ก
Architecture แบบนี้เหมาะสำหรับ
  • เน็ตเวิร์กที่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตค่อนค่างน้อย
  • เน็ตเวิร์กที่ไม่ได้มีข้อมูลสำคัญๆ
3) Multi-purposed Firewall Box
มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ผลิตออกมาเป็นกล่องๆ เดียว ซึ่งทำหน้าที่ได้หลายอย่าง ทั้ง Packet Filtering, Proxy แต่ก็อย่าลืมว่านี่คือ Architecture แบบชั้นเดียว ซึ่งถ้าพลาดแล้วก็จะเสียหายทั้งเน็ตเวิร์กได้

Screened Host Architecture
Screened Host Architecture จะมีโฮสต์ซึ่งให้บริการ Proxy เหมือนกับใน Single Box Architecture ที่เป็น Dual-homed Host แต่จะต่างกันตรงที่ว่า โฮสต์นั้นจะอยู่ภายในเน็ตเวิร์ก ไม่ต่ออยู่กับเน็ตเวิร์กภายนอกอื่นๆ (ดังนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ Dual Homed Host) และจะมี เราเตอร์ที่ทำหน้าที่ Packet Filtering ช่วยบังคับให้เครื่องภายในเน็ตเวิร์กต้องติดต่อเซอร์วิสผ่าน Proxy โดยไม่ยอมให้ติดต่อใช้เซอร์วิสจากภายนอกโดยตรง และก็ให้ภายนอกเข้าถึงได้เฉพาะ Bastion host ( คือโฮสต์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตี มักจะเป็นโฮสต์ที่เปิดให้บริการกับอินเตอร์เน็ต ดังนั้นโฮสต์นี้ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ) เท่านั้น
จากรูปที่ 5 ใน Architecture แบบนี้จะประกอบไปด้วยเราเตอร์ทำหน้าที่ Packet Filtering และภายในเน็ตเวิร์กจะมี Bastion Host ให้บริการ Proxy อยู่ โดยที่เราเตอร์นั้นอาจจะถูกเซ็ตดังนี้
  • อาจจะอนุญาตให้เครื่องภายในใช้เซอร์วิสบางอย่างได้โดยตรง
  • ส่วนเซอร์วิสอื่นๆ จะไม่ยอมให้เครื่องภายในติดต่อผ่านออกไปโดยตรง ยกเว้น Bastion Host เท่านั้นที่สามารถติดต่อกับเน็ตเวิร์กภายนอกได้ทั้งนี้เพื่อเป็นการบังคับให้ใช้บริการ Proxy ผ่านทาง Bastion Host เท่านั้น
หรืออาจจะเซ็ตให้เซอร์วิสส่วนใหญ่ผ่านเราเตอร์ออกไปได้โดยตรงแล้ว ให้บางส่วนต้องใช้เซอร์วิสผ่าน Proxy ก็แล้วแต่นโยบายและความเหมาะสมขององค์กร


วิธีนี้ถึงแม้ว่าจะมีทั้ง Proxy และเราเตอร์ทำหน้าที่ Packet Filtering แต่ก็ยังคงอันตรายอยู่ เพราะว่าเราเตอร์ต้องยอมให้ภายนอกสามารถติดต่อกับ Bastion Host ได้อยู่แล้ว หากแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้ามายัง Bastion Host ได้ก็เสร็จ
Architecture นี้เหมาะสำหรับ

  • เน็ตเวิร์กที่มีการติดต่อกับเน็ตเวิร์กภายนอกน้อย
  • เน็ตเวิร์กที่มีการป้องกันความปลอดภัยในระดับของโฮสต์เป็นอย่างดีแล้ว
Multi Layer Architecture
ในสถาปัตยกรรมแบบหลายชั้น ไฟร์วอลล์จะเกิดขึ้นจากคอมโพเน็นต์หลายๆส่วนทำหน้าที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบ วิธีการนี้สามารถเพิ่มความปลอดภัยได้มาก เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ถ้าหากมีไฟร์วอลล์เพียงจุดเดียวแล้วมีเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้น ระบบทั้งหมดก็จะเป็นอันตราย แต่ถ้ามีการป้องกันหลายชั้น หากในชั้นแรกถูกเจาะ ก็อาจจะมีความเสียหายเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือระบบก็ยังคงมีชั้นอื่นๆ ในการป้องกันอันตราย และยังลดความเสี่ยงได้โดยการที่แต่ละชั้นนั้นมีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดความหลากหลาย เป็นการหลีกเลี่ยงการโจมตีหรือช่องโหว่ที่อาจมีในเทคโนโลยีชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วสถาปัตยกรรมแบบหลายชั้นจะเป็นการต่อกันเป็นซีรี่โดยมี Perimeter Network (หรือบางทีเรียกว่า DMZ Network) อยู่ตรงกลาง เรียกว่า Screened Subnet Architecture

Screened Subnet Architecture
Screened Subnet Architecture เป็นสถาปัตยกรรมที่มีการเพิ่ม Perimeter Network เข้าไปกั้นระหว่างอินเตอร์เน็ตกับเน็ตเวิร์กภายในไม่ให้เชื่อมต่อกันโดยตรง ทำให้เน็ตเวิร์กภายในมีความปลอดภัยมากขึ้น
ในรูปที่ 6 แสดง Screened Subnet Architecture อย่างง่าย ประกอบไปด้วย เราเตอร์ 2 ตัว ตัวนึงอยู่ระหว่างอินเตอร์เน็ตกับ Perimeter Network ส่วนอีกตัวหนึ่งอยู่ระหว่าง Perimeter Network กับเน็ตเวิร์กภายใน ถ้าหากแฮกเกอร์จะเจาะเน็ตเวิร์กภายในต้องผ่านเราเตอร์เข้ามาถึง 2 ตัวด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะเจาะชั้นแรกเข้ามายัง Bastion host ได้ แต่ก็ยังต้องผ่านเราเตอร์ตัวในอีก ถึงจะเข้ามายังเน็ตเวิร์กภายในได้
คอมโพเน็นต์ของ Screened Subnet Architecture ในรูปที่ 6
  • Perimeter Network เป็นเน็ตเวิร์กที่เพิ่มเข้ามาเพื่อความปลอดภัย อยู่ระหว่างเน็ตเวิร์กภายนอกกับเน็ตเวิร์กภายใน ประโยชน์ของ Perimeter Network ที่เห็นได้ชัดก็คือ การแบ่งเน็ตเวิร์กออกเป็นส่วนๆ ทำให้การไหลของข้อมูลถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆตามเน็ตเวิร์กด้วย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว เน็ตเวิร์กที่เป็นแลนนั้น จะเป็นแบบ Ethernet ซึ่งจะมีการส่งข้อมูลแบบ Broadcast ดังนั้นถ้ามีใครคอบดักจับข้อมูลอยู่ในเน็ตเวิร์กนั้น ก็จะได้พาสเวิร์ด ข้อมูลต่างๆ ไปหมด ดังนั้นหากไฟร์วอลล์เรามีชั้นเดียวและแฮกเกอร์สามารถเข้ามาได้ โดนดักจับข้อมูลก็เสร็จหมด แต่ถ้าเรามี Perimeter Network ถึงจะดักจับข้อมูลได้แต่ก็จะได้เพียงที่อยู่บน Perimeter Network เท่านั้น
  • Bastion Host ตั้งอยู่บน Perimeter Network ทำหน้าที่ให้บริการ Proxy กับเน็ตเวิร์กภายใน และให้บริการต่างๆ กับผู้ใช้บนอินเตอร์เน็ต Bastion Host นั้นจะมีความเสี่ยงต่อการโจมตีสูง จึงต้องมีการดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษ
  • Interior Router ตั้งอยู่ระหว่าง Perimeter Network กับเน็ตเวิร์กภายใน ทำหน้าที่ Packet Filtering ป้องกันเน็ตเวิร์กภายในจาก Perimeter Network ในการเซ็ต configuration ระหว่าง เน็ตเวิร์กภายในกับ Perimeter Network ควรกำหนดอย่างรอบคอบ อนุญาตเฉพาะเซอร์วิสที่จำเป็นเท่านั้นอย่างเช่น DNS, SMTP
  • Exterior Router ตั้งอยู่ระหว่างเน็ตเวิร์กภายนอกกับ Perimeter Network เนื่องจาก Exterior Router นี้เป็นจุดที่ต่ออยู่กับเน็ตเวิร์กภายนอก จึงมีหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การป้องกันแพ็กเก็ตที่มีการ Forged IP Address เข้ามา โดยอ้างว่ามาจากเน็ตเวิร์กภายในทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมาจากเน็ตเวิร์กภายนอก

การเข้ารหัสข้อมูลเบื้องต้น

การเข้ารหัสข้อมูล


มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความลับของข้อมูล ข้อมูลนั้นจะถูกเปิดอ่านโดยบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หลักการของการเข้ารหัสข้อมูลคือแปลงข้อมูล (encrypt) ไปอยู่ในรูปของข้อมูลที่ไม่สามารถอ่านได้โดยตรง ข้อมูลจะถูกถอดกลับด้วยกระบวนการถอดรหัส (decryption) ดังรูปที่ 1


  • ข้อมูลที่สามารถอ่านได้ เรียกว่า plain text หรือ clear text
  • ข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วเราเรียกว่า cipher text
  • ข้อมูลเมื่อเสร็จสิ้นการเข้ารหัสแล้ว ผลที่ได้ก็คือ cipher text ในการอ่านข้อความ cipher text นั้น 
ระบบรหัสลับ
  • ระบบรหัสลับ Cryptosystems หรือเรียกว่า Cipher มีองค์ประกอบหลายส่วน เพื่อการเข้ารหัสลับข้อมูล ประกอบด้วย อัลกอริทึ่ม เทคนิคการจัดการข้อมูล กระบวนการ และขั้นตอนการทำงาน จะถูกผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อเข้ารหัสข้อมูล 
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับ Confidentiality และจัดเตรียม กลไกการพิสูจน์ตัวตน Authentication และการให้สิทธิ์ Authorization ในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนทางธุรกิจ
องค์ประกอบของรหัสลับ
  • ข้อความต้นฉบับ (Plain text) คือ ข้อมูลต้นฉบับซึ่งเป็นข้อความที่สามารถอ่านแล้วเข้าใจ
  • อัลกอริทึมการเข้ารหัสลับ (Encryption Algorithm) คือ กระบวนการหรือขั้นตอนที่ใช้ในการแปลงข้อมูลต้นฉบับเป็นข้อมูลที่ได้รับการเข้ารหัส
  • กุญแจลับ (Key) คือ เป็นกุญแจที่ใช้ร่วมกับ อัลกอริทึมในการเข้ารหัส และถอดรหัส
  • ข้อความไซเฟอร์ (Ciphertext) คือ ข้อมูลหรือข่าวสารที่ได้รับการเข้ารหัส ทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง
  • อัลกอริทึมการถอดรหัสลับ (Decryption Algorithm) คือ กระบวนการหรือขั้นตอนในการแปลงข้อความไซเฟอร์ให้กลับเป็นข้อความต้นฉบับ โดยอาศัยกุญแจลับดอกเดียวกัน 
การเข้ารหัสแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. Symmetric Cryptography (Secret key)

2. Asymmetric Cryptography (Public key)

Symmetric Cryptography (Secret key)
เรียกอีกอย่างว่า  Single-key algorithm หรือ one-key algorithm คือ การเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้กุญแจรหัสตัวเดียวกัน คือ ผู้ส่งและผู้รับจะต้องมีกุญแจรหัสที่เหมือนกันเพื่อใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัส ดังรูป
Asymmetric Cryptography (Public key)
การเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้กุญแจรหัสคนละตัวกัน การส่งจะมีกุญแจรหัสตัวหนึ่งในการเข้ารหัส และผู้รับก็จะมีกุญแจรหัสอีกตัวหนึ่งเพื่อใช้ในการถอดรหัส ผู้ใช้รายหนึ่งๆจึงมีกุญแจรหัส 2 ค่าเสมอคือ กุญแจสาธารณะ (public key) และ กุญแจส่วนตัว (private key) ผู้ใช้จะประกาศให้ผู้อื่นทราบถึงกุญแจสาธารณะของตนเองเพื่อให้นำไปใช้ในการ เข้ารหัสและส่งข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วมาให้ ข้อมูลที่เข้ารหัสดังกล่าวจะถูกถอดออกได้โดยกุญแจส่วนตัวเท่านั้น ดังรูป

  • ในทางปฏิบัติแล้วมักมีการใช้การเข้ารัหสทั้งสองระบบร่วมกันเช่นในระบบ PGP (Pretty Good Privacy) ซึ่งใช้ในการเข้ารหัส E-mail จะใช้วิธีสร้าง session key ซึ่งเป็นรหัสลับตามแบบ secret key) เมื่อข้อมูลถูกเข้ารหัสด้วย session key แล้ว จากนั้น session key จะถูกเข้ารหัสโดยใช้กุญแจสาธารณะของผู้รับ และถูกส่งไปกับข้อมูลที่เข้ารหัสแล้ว  
การเข้ารหัส
 อัลกอริทึมการเข้ารหัส​
           การเข้ารหัส เป็นการใช้ อัลกอริทึม ที่ซับซ้อนในการเปลี่ยน ข้อมูลเดิม(plaintext) ด้วยการเข้ารหัส เปลี่ยนเป็น ข้อมูลมีผ่านการเข้ารหัสแล้ว(ciphertext) อัลกอริทึม ที่ใช้ในการ เข้ารหัส และ ถอดรหัส ข้อมูลแล้วส่งผ่านกันในระบบเน็กเวิร์คนั้น
ประเภทของการเข้ารหัส
การเข้ารหัส และ ถอดรหัส ข้อมูลแล้วส่งผ่านกันในระบบเน็ตเวิร์คนั้น มี 2 แบบ คือ
  • การเข้ารหัสแบบสมมาตร (Symmetric key algorithms)
  • การเข้ารหัสแบบอสมมาตร (Asymmetric key algorithms)
การแบ่งประเภทขึ้นอยู่กับ กุญแจ กุญแจ ใช้ ร่วมกับ อัลกอริทึม ในการ เข้ารหัสและ ถอดรหัส
กุญแจในที่นี้ เปรียบเทียบได้กับลูกกุญแจ ต้องมีลูกกุญแจเท่านั้นจึงจะเปิดแม่กุญแจอ่านข้อมูลได้ ดังรูป
ความแข็งแกร่งของอัลกอริทึมสำหรับการเข้ารหัส
  • ความแข็งแกร่งของอัลกอริทึมหมายถึงความยากในการที่ผู้บุกรุกจะสามารถอด รหัสข้อมูลได้โดยปราศจากกุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัส ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้
  • การเก็บกุญแจเข้ารหัสไว้อย่างเป็นความลับ
  • ความยาวของกุญแจเข้ารหัส ยิ่งจำนวนบิตของกุญแจยิ่งมาก ยิ่งทำให้การเดาเพื่อสุ่มหากุญแจที่ถูกต้องเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
  • อัลกอริทึมที่ดีต้องเปิดให้ผู้รู้ทำการศึกษาในรายละเอียดได้โดยไม่เกรงว่าผู้ศึกษาจะสามารถจับรูปแบบของการเข้ารหัสได้
  • การมีประตูลับในอัลกอริทึม อัลกอริทึมที่ดีต้องไม่แฝงไว้ด้วยประตูลับที่สามารถใช้เป็นทางเข้าไปสู่อัลกอริทึม
  • ความไม่เกรงกลัวต่อปัญหาการหาความสัมพันธ์ในข้อมูลที่ได้รับ
โปรโตคอลรักษาความปลอดภัยในการติดต่อสื่อสารข้อมูล
  • โปรโตคอล Secure Socket Layer (SSL)การรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะส่งผลให้การติดต่อสื่อสารล้มเหลว โดยทั่วไปจะใช้หลักการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในรูปแบบ RSA โดยใช้โปรโตคอล SSL เป็นหลัก
  • เป็นการรักษาความปลอดภัย ที่ใช้อัลกอริธึมทางคณิตศาสตร์ที่มีรูปแบบการคำนวณที่เข้าใจง่ายแต่มีความปลอดภัยสูง 
วิธีการเข้ารหัส แบ่งได้ 2 วิธี
  • การใช้กุญแจเดียวกันในการเข้ารหัสและถอดรหัส Session key หรือ Secret key
  • การใช้กุญแจคนละตัวในการเข้ารหัสและถอดรหัส ประกอบด้วยกุญแจสาธารณะและกุญแจส่วนตัวซึ่งเป็นคู่กันเสมอ เข้ารหัสด้วยกุญแจใด จะต้องถอดรหัสด้วยกุญแจที่คู่กันและตรงกันข้ามเท่านั้น
มักใช้วิธีการเข้ารหัสด้วยกุญแจคนละตัวมาใช้ในการเข้ารหัส Session key และส่งไปให้ฝั่งตรงข้ามก่อนการสื่อสารจะเกิดขึ้น เรียกว่า วิธีการแลกเปลี่ยนกุญแจในการเข้ารหัส

การโจมตีระบบรหัสลับ
การโจมตีระบบรหัสสับ สามารถแบ่งดังนี้
1. การโจมตีตัวแปลงรหัสโดยการลองถอดรหัสลับด้วยกุญแจทุกๆ รูปแบบว่า การค้นหาอย่างละเอียด หรือการโจมตีแบบตะลุย (Brute-force Attack) ในทางปฏิบัติ ถ้าเลือกใช้การโจมตีในลักษณะนี้ ฟังก์ชันการทำงานที่จำเป็นต้องใช้ในการถอดรหัสลับจะมีค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นแบบ เลขชี้กำลัง (Exponentially Increase) เมื่อเทียบกับขนาดที่ใหญ่ขึ้นของตัวกุญแจ ฟังก์ชันการทำงานที่แสดงในรูปของระยะเวลาเฉลี่ยที่ต้องใช้ในการโจมตี แบบตะลุยที่กุญแจขนาดต่างๆ กัน
2.การโจมตีด้วยการวิเคราะห์รหัสลับ (Cryptoanalysis) แบ่งได้เป็น 4 แบบดังนี้
    2.1. การโจมตีข้อความรหัสเท่านั้น (Ciphertext-only Attack) ในการโจมตีประเภทนี้ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อความรหัสที่เกิดจากข้อความต้นฉบับหลายๆ ข้อความได้ โดยทุกๆ ข้อความต้นฉบับจะมาจากการเข้ารหัสลับโดยใช้อัลกอริทึมตัวเดียวกัน สิ่งที่ผู้โจมตีต้องการจากการโจมตีประเภทนี้ก็คือปริมาณการกู้คืน (Recover) ข้อความต้นฉบับจากข้อความรหัสที่มากที่สุด หรือการค้นหาเพื่อให้ได้มาซึ่งกุญแจที่ใช้ในการถอดรหัสลับ 
    2.2. การโจมตีที่รู้ข้อความต้นฉบับ (Known Plaintext Attack) ในการโจมตีประเภทนี้ ผู้โจมตีไม่เพียงแต่สามารถเข้าถึงข้อความรหัสที่เกิดจากข้อความต้นฉบับหลายๆ ข้อความได้ แต่ยังสามารถเข้าถึงข้อความต้นฉบับเหล่านั้นได้อีกด้วย สิ่งที่ผู้โจมตีต้องการจากการโจมตีประเภทนี้ก็คือ การค้นหาเพื่อให้ได้มาซึ่งกุญแจที่ใช้ในการถอดรหัสลับ หรืออัลกอริทึมตัวใหม่ที่ใช้ในการถอดรหัสลับจากข้อความรหัสที่ผ่านการ เข้ารหัสลับด้วยกุญแจตัวเดียวกัน
    2.3. การโจมตีข้อความต้นฉบับแบบเลือกได้ (Chosen Plaintext Attack) ในการโจมตีประเภทนี้ ผู้โจมตีไม่เพียงแต่สามารถเข้าถึงข้อความต้นฉบับและข้อความรหัสสมนัยหลายๆ ข้อความได้ แต่ยังสามารถเลือกข้อความต้นฉบับในรูปแบบที่กำหนด เพื่อใช้ในการเข้ารหัสลับได้อีกด้วย สิ่งที่ผู้โจมตีต้องการจากการโจมตีประเภทนี้ก็คือ การค้นหาเพื่อให้ได้มาซึ่งกุญแจที่ใช้ในการถอดรหัสลับ หรืออัลกอริทึมที่ใช้ในการถอดรหัสลับจากข้อความรหัสที่ผ่านการ เข้ารหัสลับด้วยกุญแจตัวเดียวกัน
    2.4. การโจมตีข้อความรหัสแบบเลือกได้ (Chosen Cipher text Attack) ในการโจมตีประเภทนี้ ผู้โจมตีสามารถเลือกข้อความรหัสใดๆ เพื่อใช้ในการถอดรหัสลับ และยังสามารถเข้าถึงข้อความต้นฉบับสมนัยภายหลังการถอดรหัสลับนั้นๆ ได้ สิ่งที่ผู้โจมตีต้องการจากการโจมตีประเภทนี้ก็คือ การค้นหาเพื่อให้ได้มาซึ่งกุญแจที่ใช้ในการถอดรหัสลับ การโจมตีประเภทนี้มีประสิทธิภาพสูง

เทคนิคพื้นฐานการเข้ารหัสข้อมูลและการถอดรหัสข้อมูล

เทคนิคพื้นฐานการเข้ารหัสข้อมูลและการถอดรหัสข้อมูล
(Basic Encryption and Decryption Techniques)


คริพโตกราฟี (Cryptography) เป็นเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการเข้ารหัสและการถอดรหัสข้อมูล สำหรับเทคนิคหรือแนวทางในการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อแปลงเพลนเท็กซ์ไปเป็นไซเฟอร์เท็กซ์ แบ่งเป็น 2 วิธี คือ
  1. เทคนิคการแทนที่ (Substitution Techniques)
  2. เทคนิคการสับเปลี่ยน (Transposition Techniques)

เทคนิคการแทนที่ (Substitution Techniques)
การเข้ารหัสด้วยวิธีการแทนที่แบบโมโนอัลฟาเบติก (Monoalphabetic Substitution-Based Cipher)

เทคนิคการสับเปลี่ยน (Transposition Techniques)
การเข้ารหัสด้วยวิธีการสับเปลี่ยนแบบเรสเฟ็นซ์ (Rail Fence Transposition Cipher)
Message: “this is a test”
t                       i                           e
h           s           s             t             s
i                          a                          t
Plaintext : this is a test
Ciphertext: TIE HSSTS IAT

วิธีการโจมตีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

วิธีการโจมตีระบบ (System Attacks Method)

  1. การโจมตีเพื่อเจาะระบบ (Hacking Attacks)
  2. การโจมตีเพื่อปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service Attacks : DOS)
  3. การโจมตีแบบไม่ระบุเป้าหมาย (Malware Attacks)

1.      การโจมตีเพื่อเจาะระบบ (Hacking Attacks)
เป็นการโจมตีต่อเป้าหมายที่วางไว้อย่างชัดเจน เช่น ต้องการเจาะระบบเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบเครือข่ายภายใน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลความลับ ครั้นเมื่อเจาะระบบได้แล้ว ก็จะคัดลอกข้อมูล เปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือทำลายข้อมูล รวมถึงการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์เพื่อเข้าไปทำลายข้อมูลภายในให้เสียหายทั้งหมด
2.      การโจมตีเพื่อปฏิเสธการให้บริการ 
(Denial of Service Attacks : DoS)
เป็นการโจมตีชนิดทั่วไปที่มักถูกกล่าวขานกันบ่อย ๆ โดย DoS จะเป็นการโจมตีเพื่อให้คอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายหยุดการตอบสนองงานบริการใด ๆ ตัวอย่างเช่น กรณีที่เซิร์ฟเวอร์ถูกโจมตีด้วย DoS แล้วนั่นหมายความว่าจะอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถบริการทรัพยากรใดๆ ได้ ครั้นเมื่อไคลเอนต์ได้พยายามติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ก็จะถูกขัดขวาง และถูกปฏิเสธการให้บริการ
อาจผสมผสานกับการโจมตีประเภทอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย เช่น การส่งเมล์บอมบ์ การแพร่แพ็กเก็ตข่าวสารจำนวนมหาศาลบนเครือข่าย การแพร่ระบาดของหนอนไวรัสบนเครือข่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบจราจรบนเครือข่ายที่เต็มไปด้วยขยะ
3.      การโจมตีแบบไม่ระบุเป้าหมาย (Malware Attacks)
คำว่า Malware มาจากคำเต็มว่า Malicious ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มโปรแกรมจำพวกไวรัสคอมพิวเตอร์, หนอนไวรัส (Worm), โทรจัน (Trojan), สปายแวร์ (Spyware) และแอดแวร์ (Adware) สามารถแพร่กระจายแบบอัตโนมัติไปทั่วเครือข่าย โดยมัลแวร์มีจุดประสงค์ร้ายด้ายการแพร่โจมตีแบบหว่านไปทั่ว ไม่เจาะจง
ตัวอย่างเช่น ผู้ประสงค์ร้ายได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่แนบมาพร้อมกับไวรัสคอมพิวเตอร์และส่งกระจายไปทั่วเมลบ็อกซ์ ครั้นเมื่อพนักงานในองค์กรหนึ่งได้รับเมลดังกล่าว และมีการเปิดเมลนี้ขึ้นมา ไวรัสที่มาพร้อมกับเมลนี้ก็สามารถแพร่เข้ามายังเครือข่ายภายในองค์กรได้ทันที
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วิธีการโจมตีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563

รูปแบบภัยคุกคามบนเครือข่าย

รูปแบบภัยคุกคามบนเครือข่าย


 ภัยคุกคาม (Threat) หมายถึงสิ่งที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่คุณสมบัติของข้อมูลหรือสารสนเทศในด้านใดด้านหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งด้าน โดยอาจเกิดจากธรรมชาติหรือบุคคล อาจจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามหากพิจารณาตามความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจแบ่งประเภทภัยคุกคามออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ ภัยคุกคามทางกายภาพ และภัยคุกคามทางตรรกะ

      1. ภัยคุกคามทางกายภาพ (Physical Threat) เป็นลักษณะภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย เช่น ฮาร์ดดิสก์เสีย หรือทํางานผิดพลาด โดยอาจเกิดจากภัยธรรมชาติเช่น น้ําท่วม ไฟไหม้ ฟ้าผ่า เป็นต้น แต่ในบางครั้งอาจเกิดจากการกระทําของมนุษย์ด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

      2. ภัยคุกคามทางตรรกะ (Logical Threat) เป็นลักษณะภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับข้อมูลหรือ      สารสนเทศ หรือการใช้ทรัพยากรของระบบ เช่น การแอบลักลอบใช้ระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาตการขัดขวางไม่ให้คอมพิวเตอร์ทํางานได้ตามปกติ การปรับเปลี่ยนข้อมูลหรือสารสนเทศโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์
      อาชญากรรมคอมพิวเตอร์จํานวนมากเกิดขึ้นจากฝีมือของพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กร เนื่องจากเป็นการง่ายที่จะทราบถึงช่องโหว่หรือระบบการรักษาความปลอดภัย หรือแม้กระทั่งเป็นผู้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศนั้นอยู่แล้ว ทําให้ง่ายที่จะประกอบอาชญากรรม ทั้งนี้องค์กรจึงต้องมีระบบที่รองรับการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้เข้าไปทํารายการต่าง ๆ ในระบบ
      สําหรับบุคคลภายนอกองค์กร อาจเป็นการยากกว่าที่จะเข้าถึงระบบ เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่จะมีการป้องกันข้อมูลและระบบสารสนเทศของตนในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ยังมีบุคคลที่เรียกตนเองว่าแฮคเกอร์ (hacker) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสนใจและมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับการทํางานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ รวมถึงมักเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งกาจ อาศัยความรู้เหล่านี้ทําให้ทราบถึงช่องโหว่ของระบบ นําไปสู่การแอบเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจเข้าไปขโมยข้อมูล ทําลายข้อมูล ปรับเปลี่ยนข้อมูล หรือสร้างปัญหาอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์

ตัวอย่างภัยคุกคามทางตรรกะ เช่น
      2.1 ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นโดยมีความสามารถในการแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่น ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งในการกระจายไปยังเครื่องอื่น ๆ ต้องอาศัยพาหะ เช่น เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งติดไวรัส และมีการนําแฟลชไดร์ฟไปเสียบใช้งานกับเครื่องดังกล่าว ไฟล์ไวรัสจะถูกสําเนา (copy) ลงในแฟลชไดร์ฟโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว เมื่อนําแฟลชไดร์ฟไปใช้งานกับเครื่องอื่น ๆ ก็จะทําให้ไวรัสแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นต่อไป ความเสียหายของไวรัสนั้นขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรม ซึ่งมีตั้งแต่แค่สร้างความรําคาญให้กับผู้ใช้ เช่น มีเสียงหรือภาพปรากฏที่จอภาพ ทําให้เครื่องช้าลง จนไปถึงทําความเสียหายให้กับข้อมูล เช่น ลบไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์
      การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถทําได้โดยติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส (Antivirus Program) ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติโปรแกรมจะทําการสแกนหาไวรัสในเครื่องตอนติดตั้ง และมีการกําหนดเวลาให้สแกนเป็นระยะ หรือผู้ใช้อาจสั่งให้โปรแกรมสแกนหาไวรัสในไฟล์ที่ต้องการ แต่ขณะเดียวกันผู้ใช้ต้องหมั่นอัพเดทข้อมูลไวรัสอย่างสม่ําเสมอ มิเช่นนั้นโปรแกรมอาจไม่รู้จักไวรัสใหม่ ๆ ซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ให้ระมัดระวังในการใช้สื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น แฟลชไดร์ฟ

 2.2 หนอนคอมพิวเตอร์ (Computer Worm) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเวิร์ม (Worm) เป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเครือข่ายโดยไม่ต้องอาศัยพาหะ เวิร์มจะใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันที่รับส่งไฟล์โดยอัตโนมัติ จึงไม่จําเป็นต้องอาศัยผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในการสั่งทํางานทําให้สามารถแพร่กระจายได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็วเช่น การแชร์ไฟล์ข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย อาจเป็นช่องโหว่ให้เวิร์มแพร่กระจายไปยังเครื่องที่แชร์ นอกจากอาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดแล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับระบบเครือข่ายโดยใช้แบนด์วิดท์ (Bandwidth) จํานวนมาก ทําให้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายได้
      สําหรับวิธีการป้องกันเวิร์มสามารถทําได้โดยติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและอัพเดทข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ ระมัดระวังในการเปิดอีเมลและไฟล์แนบที่ส่งมาจากคนที่ไม่รู้จัก คอยอัพเดทระบบปฏิบัติการ และติดตั้งไฟร์วอลล์ (Firewall)

      2.3 ม้าโทรจัน (Trojan horse) หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ประสงค์ร้ายแต่ทําการหลอกผู้ใช้ว่าเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ติดตั้งโปรแกรมลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งตัวโปรแกรมก็อาจทํางานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ แต่ขณะเดียวกันก็แอบเก็บข้อมูลหรือสร้างประตูหลัง (Backdoor) ซึ่งเป็นช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยสําหรับการโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ ทําให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ ชื่อม้าโทรจันได้มาจากเรื่องสงครามเมืองทรอย โดยโอดิสเซียสออกอุบายเพื่อบุกเข้าเมืองทรอยที่มีป้อมปราการแข็งแรง ด้วยการให้ทหารสร้างม้าไม้ไปวางไว้หน้ากําแพงเมืองทรอย แล้วแสร้งทําเป็นล่าถอยออกไป เมื่อชาวทรอยเห็นแล้วเข้าใจว่าเป็นบรรณาการที่ทางฝ่ายกรีกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าและล่าถอยไปแล้วจึงลากม้าเข้าไปไว้ในเมืองและฉลองชัยชนะ เมื่อตกดึกทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ก็ไต่ลงมาเผาเมืองและปล้นเมืองทรอยได้สําเร็จ
      วิธีการป้องกันม้าโทรจันคล้ายกับการป้องกันไวรัส คือให้ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและอัพเดทข้อมูลแอนตี้ไวรัสอยู่เสมอ รวมถึงระมัดระวังในการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ควรโหลดโปรแกรมโดยตรงจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น







 2.4 สปายแวร์ (Spyware) เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อสังเกตการณ์หรือดักจับข้อมูล รวมถึงบันทึกการกระทําของผู้ใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งผ่านอินเทอร์เน็ตโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้รับทราบ สปายแวร์สามารถรวบรวมข้อมูล และสถิติการใช้งานจากผู้ใช้ได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับการออกแบบโปรแกรม ซึ่งส่วนใหญ่จะบันทึกเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าถึง และส่งไปยังบริษัทโฆษณาต่าง ๆ บางโปรแกรมอาจบันทึกว่าผู้ใช้พิมพ์อะไรบ้าง เพื่อพยายามค้นหารหัสผ่าน หรือเลขหมายบัตรเครดิต บางโปรแกรมอาจมีความสามารถในการควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว
      วิธีการป้องกันสามารถทําได้โดยติดตั้งโปรแกรมแอนตี้สปายแวร์ (Anti-spyware) เช่น Windows Defender, Ad-Aware SE, Spybot – Search & Destroy, Spyware Terminator เป็นต้น
      มีโปรแกรมประเภทหนึ่งเรียกว่า แอดแวร์ (Adware) เป็นโปรแกรมที่สามารถแสดงหรือดาวน์โหลดสื่อโฆษณาไปยังคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมชนิดนี้ไว้ โดยให้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์แลกกับการโฆษณา แต่มีแอดแวร์บางตัวเป็นสปายแวร์ บางคนจึงเข้าใจผิดว่าแอดแวร์คือสปายแวร์

      2.5 คีย์ล็อกเกอร์ (Keylogger) คือ โปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่ทําหน้าที่คอยจําการกดปุ่มบนคีย์บอร์ด โดยจะทําการบันทึกสิ่งที่ผู้ใช้พิมพ์ลงไปและส่งไปให้กับเจ้าของโปรแกรมหรืออุปกรณ์ ข้อมูลที่ผู้ติดตั้งคีย์ล็อกเกอร์ต้องการ เช่น ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน รหัสเข้าอีเมล วันเดือนปีเกิด หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสเข้าระบบธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ
      การติดตั้งแอนตี้ไวรัสอาจช่วยได้บางส่วน ในขณะเดียวกันควรระมัดระวังเสมอโดยเฉพาะเมื่อใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ของตนเอง การใช้คีย์บอร์ดเสมือน (Virtual Keyboard) ซึ่งอาศัยการคลิ๊กเมาส์แทนการกดคีย์บอร์จริงสามารถป้องกันคีย์ล็อกเกอร์ได้

    2.6 การปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service : DoS) เป็นชื่อการโจมตีแบบหนึ่ง โดยระดมส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ให้เครื่องเป้าหมายไม่สามารถทํางานได้ตามปกติ ซึ่งหากเป็นการระดมโจมตีจากเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องจะเรียกว่า Distributed Denial ofService (DDoS) ซึ่งมักกระทําโดยส่งไวรัสหรือเวิร์มไปติดเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสแล้วจะถูกเรียกว่าซอมบี้ (Zombies) เมื่อถึงเวลาผู้โจมตีจะสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสทุกเครื่องให้ระดมส่งข้อมูลไปยังเครื่องเป้าหมาย เครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายจะต้องรับภาระหนักนอกจากนี้ยังส่งผลให้มีการใช้แบนด์วิดท์ในระบบเครือข่ายจํานวนมาก สามารถป้องกันโดยติดตั้งไฟร์วอลติดตั้งอุปกรณ์ที่มีระบบป้องกัน DDoS เช่น เราเตอร์บางรุ่น
 2.7 ฟิชชิ่ง (Phishing) เป็นการพยายามหลอกลวงโดยการสร้างอีเมล์หรือหน้าเว็บปลอมขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความสับสน และทําธุรกรรมต่าง ๆ บนเว็บไซต์ปลอมที่ถูกสร้างขึ้น โดยข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานได้กรอกบนหน้าเว็บปลอมเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เพื่อใช้ในการปลอมแปลงและเข้าถึงข้อมูลของผู้เสียหายโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต คําว่าฟิชชิ่งพ้องเสียงมาจากคําว่า Fishing ซึ่งแปลว่าการตกปลา หรือการใช้เหยื่อล่อให้ผู้ใช้งานหลงกลเข้ามาติดเบ็ด มักพบเห็นในรูปแบบส่งอีเมลปลอมจากสถาบันการเงินหรือธนาคารและเว็บไซต์เลียนแบบธนาคาร ป้องกันโดยต้องระมัดระวังในการใช้งาน หมั่นสังเกต URL หรือชื่อเว็บไซต์ที่ถูกต้องที่ตนเองใช้อยู่
   2.8 สแปมเมล (Spam Mail) หรือ อีเมลขยะ (Junk Mail) เป็นการส่งอีเมลไปยังผู้ใช้อีเมลจํานวนมากโดยผู้รับเหล่านั้นไม่ได้ต้องการ ผู้รับจะได้รับอีเมลจากบุคคลที่ไม่รู้จักหรือไม่ทราบที่มา ทําให้รําคาญใจและเสียเวลาในการลบข้อความเหล่านั้น ร้ายไปกว่านั้นคืออาจเป็นอีเมลหลอกลวงหรือมีการแนบไวรัสมาพร้อมอีเมลด้วย อีเมลขยะทําให้ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลบนระบบเครือข่ายลดลง ในจํานวนอีเมลนับล้านฉบับที่ส่งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพบว่าส่วนใหญ่เป็นอีเมลขยะ รายชื่อผู้รับในอีเมลขยะส่วนใหญ่ถูกเก็บมาจากกระทู้หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ
      สําหรับวิธีป้องกันอีเมลขยะทําได้โดยเลือกใช้บริการอีเมลจากผู้ให้บริการที่มีระบบป้องกันอีเมลขยะซึ่งในความจริงไม่มีใครป้องกันอีเมลขยะได้ทั้งหมด แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ป้องกันเลย และไม่ควรตอบอีเมลขยะเนื่องจากจะทําให้ผู้ส่งทราบว่าผู้รับมีตัวตนจริงและมั่นใจที่จะส่งอีเมลขยะมาอีก ทางทีดีควรลบอีเมลขยะโดยไม่เปิดอ่านเลย เพราะอีเมลบางฉบับอาจบรรจุคุกกี้ (cookies) ไว้ และส่งข้อมูลกลับไปยังผู้ส่ง โดยเฉพาะไฟล์ที่แนบมากับอีเมลขยะอาจเป็นไวรัส เมื่อเปิดไฟล์เหล่านั้นก็จะทําให้เครื่องของผู้รับติดไวรัสได้

      2.9 การสอดแนม (Snooping) หรือ สนิฟฟิง (Sniffing) หรืออีฟดรอปปิง (Eavesdrooping) เป็นการดักรับข้อมูลจากระบบเครือข่ายโดยที่ข้อมูลนั้นไม่ได้ส่งมาหาตน ซึ่งโดยหลักการของการสื่อสารในระบบเครือข่ายเดียวกันเมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างเครื่อมคอมพิวเตอร์จะมีการกระจายหรือส่งข้อมูลไปทุกเครื่อง ซึ่งปกติเครื่องคอมพิวเตอร์จะเลือกรับเฉพาะข้อมูลที่ระบุว่าส่งมาหาตนเท่านั้น แต่มีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าสนิฟเฟอร์ (Sniffer) ซึ่งจะดักรับทุก ๆ ข้อมูลที่ส่งมาทําให้สามารถรู้ข้อมูลที่เครื่องอื่น ๆ ส่งหากันทั้งที่ตนเองไม่ใช่ผู้รับ หลักการป้องกันทําได้โดยใช้กระบวนการเข้ารหัส
      จะเห็นได้ว่ามีภัยคุกคามจํานวนมากและหลากหลายประเภท ซึ่งสําหรับโปรแกรมต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ไม่ดีเรามักเรียกโปรแกรมเหล่านี้ว่า มัลแวร์ (Malware) ตัวอย่างเช่น ไวรัส เวิร์ม หรือโทรจัน ที่กล่าวไว้ข้างต้นก็จัดว่าเป็นมัลแวร์
      สําหรับเทคนิคการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลและสารสนเทศจากภัยคุมคามเหล่านี้มีหลายวิธีดังที่กล่าวมา เช่น ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส ไฟล์วอล การเข้ารหัส เป็นต้น อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ยังมีโอกาสที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกโจมตี ดังนั้นสิ่งที่จะทําได้อีกอย่าง คือ การสํารองข้อมูล(Backup) ซึ่งเป็นการคัดลอกแฟ้มข้อมูลไปเก็บรักษาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากข้อมูลเกิดการเสียหายหรือสูญหาย โดยหากข้อมูลเสียหายก็สามารถนําข้อมูลที่สํารองไว้มาใช้งานได้ทันที เช่น เก็บไว้ในแผ่น Diskette และเก็บไว้ใน Harddisk ด้วย และแผ่น CD-RW เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเมื่อมีความนิยมใช้ระบบคลาวด์ (Cloud) ก็มีความนิยมสํารองข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์เพิ่มขึ้น เช่น การเก็บสํารองรูปถ่ายไว้ใน GooglePhoto หรือเก็บไฟล์ไว้ใน Google Drive หรือแม้กระทั่งสํารองข้อมูลโทรศัพท์ไว้ในระบบ iCloud เป็นต้น


















วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ป้องกันโปรแกรมประสงค์ร้าย

ป้องกันโปรแกรมประสงค์ร้าย


โปรแกรมประสงค์ร้าย Malicious Code เป็นคนโปรแกรมอันตราย ที่มุ่งประสงค์ร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในบางครั้งอาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มัลแวร์ ซึ่งประกอบด้วยภัยคุกคามหลากหลายด้วยกันอันได้แก่ไวรัส เวิร์ม ม้าโทรจันและหมด
ไวรัส   คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการคัดลอกตัวเองและเผยแพร่ขยายไปยังไฟล์อื่นๆซึ่งท้ายกับเชื้อไวรัสนั่นเองสำหรับไวรัสคอมพิวเตอร์จะส่งผลร้ายต่อระบบไม่ว่าจะเป็นการแสดงข้อความหรือแสดงรูปภาพรบกวนการทำงานกรมครูด้วยข้อความให้รู้สึกกลัวและกรณีร้ายแรงที่สุดคือการทำลายไฟล์ข้อมูลการฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์หรือการทำลายให้ โปรแกรมที่รันอยู่ แสดงผลลัพธ์ไม่ถูกต้องนอกจากนี้ไวรัสคอมพิวเตอร์ยังมีอยู่หลายประเภทด้วยกันคือดังนี้
ไวรัสมาโคร  เป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ที่มีผล ต่อโปรแกรมประยุกต์ โดยเฉพาะชุดโปรแกรม Microsoft Office โดยในขณะ ที่ผู้ชายเปิดไฟดังกล่าว ที่มีมาโครแฝงอยู่ ไวรัสก็จะคัดลอกตัวเอง ลงใน template ของโปรแกรมประยุกต์เหล่านั้น ครั้งเมื่อมีการสร้างเอกสารผ่านโปรแกรมประยุกต์ดังกล่าว เอกสารที่สร้างขึ้นมาใหม่ก็จะติดเชื้อไวรัสมาโครเช่นกัน ไวรัสมาโครสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางการแนบไฟล์ที่ส่งทางอีเมลอย่างไรก็ตาม ไวรัสมาโครปกติจะไม่ค่อยอันตรายมากนักมักก่อกวนหรือสร้างความรำคาญมากกว่า เช่น ในขณะที่เราพิมพ์เอกสารอยู่ก็จะเพิ่มข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องลงไปเป็นต้น
ไวรัสที่เกาะตามแฟ้มข้อมูล  เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่าน execute file ที่มีนามสกุลอย่าง .com,exe, .drv และ .dll เป็นต้นดังนั้นทุกๆครั้งที่ execute file ติดเชื้อไวรัสถูกเรียกใช้งานไวรัสก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยการคัดลอกไปยังอีก execute file สำหรับไวรัสประเภทนี้ แพร่ขยายง่ายและรวดเร็วโดยผ่านการถ่ายโอนไฟล์ ในระบบและการส่งอีเมล
ไวรัส Script  เป็นโปรแกรมไวรัสที่ถูกเขียนขึ้นโดยภาษาสคริปต์อย่าง vb script Javascript ไวรัสประเภทนี้จะติดต่อง่ายกับจากการดับเบิ้ลคลิก โดยจะติดเชื้อลงในไฟล์นามสกุล . Vbs หรือ .js
เวิร์ม  เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อการชอนไช ไปยังไม่มีสิ้นสุดขายกับตัวหนอนที่ชอนไช อยู่บนระบบเครือข่ายโดย Worm มีลักษณะการทำงานที่สำคัญ คือจะเผยแพร่ขยายจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องนึงโดยอาศัย 2 ทางของระบบเครือข่ายเช่นเครือข่ายบนอินเตอร์เน็ตนอกจากนี้เรายังสามารถคัดลอกตัวเองและฝังไว้ใน เส้นทางการจราจรบนเครือข่ายส่งผลให้การจราจรบนเครือข่ายมีความคับคั่ง แบบผิดปกติการส่งผ่านข้อมูลติดขัดและสามารถลงเอยด้วยการทำให้ระบบเครือข่ายล่มใช้การได้ไม่สุด
ม้าโทรจัน  เป็นชื่อของม้าไม้ในสงครามประวัติศาสตร์ของชาติ กริชโบราณที่สร้างม้าขนาดใหญ่เป็นเครื่องบรรณาการเพื่อส่งไปยังค่ายทหารเมืองทรอย ที่ขณะนั้นกำลังจะได้ชัยชนะจากศึกสงครามแต่ความจริงแล้วมามายที่ส่งไปนั้นมีแต่ภายในการแบ่งเป็นห้องและมีทหารกี่จำนวน 1 แอบซ่อนอยู่พอตกกลางคืนทหารกี่ปีซ้อนอยู่ภายในมาไม้ได้ออกมาเปิดเผยในประตูค่ายเพื่อให้ทหารสามารถบุกเข้าตีเมืองไทยชนท้ายแพ้ในที่สุดดังนั้นมาเท่านั้นถึงเป็นโปรแกรมที่มีลักษณะคล้ายๆกับเรื่องที่เล่ามา กล่าวคือเป็นโปรแกรมที่แอบแฝง เข้ามาจากการผูกมิตรเพื่อให้ผู้ใช้ตายใจแล้วค่อยต้องทำร้ายเมื่อถึงเวลาตัวอย่าง เช่น โทรจันที่แฝงมากับเกมที่ให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเล่น ได้ฟรีเมื่อ ผู้ใช้ตกเป็นเหยื่อรหัสแล้วที่แอบแฝงอยู่ภายใต้ในโปรแกรมจะถูกกระตุ้นในการทํางานหากตรงกับเงื่อนไขตามที่โปรแกรมกำหนดไว้เช่นหากผู้ใช้ไม่ได้เล่นเกมจนเพลินครบ 10 วันหรือหากวันที่เล่นตรงกับวันศุกร์ที่ 13 ประจำจะทำลายไฟล์ข้อมูลในเครื่องลงทันทีเสียหายทั้งหมดซึ่งหากผู้ใช้ฉล่าใจ และกว่าจะรู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์มีตัวตนแอบแฝงอยู่คอมพิวเตอร์ก็ถูกโทรจำกัดการไปเรียบร้อยแล้วอย่างไรก็ตามการทำงานของ โทรจัน จะไม่สามารถแพพันตัวเองได้เหมือนกับไวรัสคอมพิวเตอร์และเวิร์ม
บอท  เป็นโปรแกรมที่ถูกทางขึ้นเฉพาะกิจ เพื่อปฏิบัติงาน แบบอัตโนมัติ แทนมนุษย์ โดยบอท อาจถูกสร้างเพื่อนำมาใช้กับงานประจำทั่วไปในทางธุรกิจเช่นการค้นหาข้อมูลการกลั่นกรองข่าวสารสำหรับงาน e commerce และกิจกรรมใดใด ตามเจตจำนง ของผู้สร้างว่าต้องให้ bot ทำอะไร วันไหนเวลาใด ดังนั้นจึงมีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้สร้างว่าต้องให้ bot ทำอะไร มีจุดประสงค์อะไรเป็นสำคัญสำหรับบอร์ดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประสงค์ร้ายนั้นโค้ดโปรแกรมสามารถแอบแฝงเข้าไปติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เมื่อมีการเชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เน็ตโดยกว่าร้อยละ 90 ของเมลขยะ และกว่าร้อยละ 80 ของมัลแวนั้นล้วนถูกดำเนินการโดยบอร์ดทั้งสิ้นหรือที่มักเรียกกันว่า dot Net ซึ่งภายหลังจากโปรแกรมบอทเนทถูกติดตั้งบนเครื่องฝั่งผู้ใช้ก็พร้อมตอบสนองตอบคำสั่งภายนอกที่ส่งมาจากผู้โจมตีและคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จะกลายเป็นซอมบี้ ที่ขายกับศพเดินได้ซึ่งจะถูกควบคุมโดยบุคคลที่ 3 นั่นก็คือผู้สร้างบอท นั่นก็คือผู้ สร้างบอทเน็ตโดยส่วนใหญ่ดอตเน็ตจะมุ่งประสงค์ร้าย ในเรื่องการสแปมเมล การเข้าถึงเป็นส่วนรวมในการโจมตีแบบ DOS การโจรกรรมข้อมูล ในคอมพิวเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลการจราจรบนเครือข่ายเพื่อนำไปวิเคราะห์ภายหลังที่สำคัญเครื่องคอมพิวเตอร์ใดใดที่ถูกดอทเน็ต แทรกแซง ได้แล้วจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบัตรเน็ตไปโดยปริยาย


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การป้องกันโปรแกรมประสงค์ร้ายผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การป้องกันโปรแกรมประสงค์ร้าย






ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไฟร์วอลล์

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไฟร์วอลล์ ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อสื่อสา...